สวัสดีครับ วันนี้ลุงจี๊ดจะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวจังหวัดนารากันครับ ในช่วงวันหยุดปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมา ผมมีวันหยุดยาวเลยหาโอกาสไปเที่ยวแบบคนญี่ปุ่นดู ซึ่งในครั้งนี้ผมได้ไปเที่ยวที่จังหวัดนารา ซึ่งอยู่ในภูมิภาคคันไซ เมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่น และยังเป็นแหล่งรวม Powerspot สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลที่คนญี่ปุ่นนิยมกันด้วยครับ

นารา ประกอบด้วย 12 เมือง (city) มีนาราเป็นเมืองหลวง และในนาราเองก็ยังถูกแบ่งย่อยเป็นเขต (district) อีกมากมาย ถ้าจะพูดเมือง หรือ เขตอาจจะทำให้เราสับสน เอาเป็นว่าผมจะใช้คำง่าย ๆ ว่า “เมือง” แทนสถานที่ทั้งหมดในบทความนี้นะครับ หลายคนคงคุ้นเคยกับการเที่ยวในตัวเมืองนารา เช่น ไปเที่ยววัด Todaiji ไปดูกวาง ไปพิพิธภัณฑ์ แล้วก็เดินเล่น  แต่จริง ๆ แล้ว ถ้ามีเวลายังมีสถานที่ที่อยู่นอกเมืองที่น่าสนใจ และน่าท่องเที่ยวอีกมากมายที่วันนี้ผมจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกันครับ

ล้วงลึกนารา เมืองหลวงแห่งแรกที่เป็นหลักแหล่งของญี่ปุ่น

หากใครทราบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่นมาบ้าง คงทราบว่านาราเป็นเมืองหลวงแห่งแรก หรือ “เมืองหลวงแห่งแรกที่เป็นหลักแหล่งของญี่ปุ่น”   ที่ผมใช้คำนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าผมต้องการจะสื่ออะไร ที่ผมต้องการสื่อคือ นาราเป็นเมืองหลวงที่สร้างเป็นหลักแหล่งแห่งแรกของญี่ปุ่นครับ ก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนเมืองหลวงไปมาหลายแห่งตามพระราชวังที่สร้างตามพระราชประสงค์ของจักรพรรดิแต่ละสมัย   ถ้าจักรพรรดิองค์ก่อนสวรรคตก็จะย้ายเมืองเพราะคนญี่ปุ่นยุคนั้น เชื่อว่าถ้ารัชสมัยของจักรพรรดิองค์ก่อนหมดไปเมืองนั้นจะมีการสร้างสุสาน ถ้าจะตั้งเมืองหลวงที่เดิมคงไม่ค่อยเป็นมงคลก็เลยต้องย้ายเมืองหลวง  ในยุคแรกๆ ก็วนเวียนอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดนารานี่แหละครับ จนสุดท้ายมาตั้งที่ตัวเมืองนารามี Heijo palace เป็นศูนย์กลางการปกครองและเป็นเมืองหลวงในช่วงปี ค.ศ 710-794 แล้วก่อนหน้านั้น เมืองหลวงแห่ง อื่นๆ อยู่ที่ไหนกันบ้าง จักรพรรดิจิมมูซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์แรกท่านเคยอยู่ที่ไหน จึงเป็นคำถามในใจของผมและนำไปสู่การเดินทางครั้งนี้ครับ ..

ระหว่างการค้นข้อมูลหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของผม ผมไปค้นเจอชื่อเมือง “Asuka” ผมเลยตัดสินใจจองที่พักซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยทราบรายละเอียดเท่าไหร่  Asuka เป็นทั้งชื่อหมู่บ้าน ชื่อของยุคสมัยเก่าแก่ของญี่ปุ่น (Asuka period) เป็นทั้งอดีตเมืองหลวงก่อนนารา เป็นที่ตั้งของวัดในพุทธศาสนาแห่งแรกของญี่ปุ่น ใกล้ ๆ กับ Asuka ก็มีเมือง Kashihara ที่เป็นที่ตั้งของสุสานจักรพรรดิ Jimmu จักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นเราไปดูกันครับ

 

สุสานจักรพรรดิ Jimmu และศาลเจ้า Kashihara

วันที่ 31 ธันวาคม วันสุดท้ายของปี ผมนั่งรถไฟ Shinkansen จากโตเกียวมุ่งหน้าสู่ Shin-Osaka จากนั้นนั่ง subway midosuji line ไปที่สถานี Tennoji แล้วเดินไปสถานี Osaka-abenobashi ซึ่งเป็นสถานีของบริษัท Kintetsu จากนั้นนั่งรถไฟสาย Express Yoshino line ไปลงที่สถานี Kashihara jingumaeใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากสถานีรถไฟเดินไป Kashihara shrine ประมาณ 1 กิโลเมตร   เดินไปเรื่อยๆ ศาลเจ้าอยู่ด้านซ้ายมือ   ช่วงที่ผมไปเป็นวันสุดท้ายของปีและในคืนวันนั้นจะมีพิธีกรรมทางศาสนาชินโตในช่วงคืนข้ามปี จะมีร้านยาไต (ร้านค้าแผงลอย) มาตั้งเรียงรายให้ได้แวะชิม แวะชมกันอย่างเพลิดเพลินครับ

 

บริเวณหน้าสถานี Kashihara Jingu-mae station

 

ร้านยาไต (ร้านค้าแผงลอย)

 

ศาลเจ้า Kashihara สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่จักรพรรดิ Jimmu และเชื่อว่าที่ตั้งของศาลเจ้าแห่งนี้เคยเป็นพระราชวังของจักรพรรดิองค์นี้มาก่อน   เป็นศาลเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมาสักการะอย่างมาก   ในวันนั้นผมไม่สามารถเข้าไปในตัวศาลเจ้าหลักได้เพราะมีการเตรียมพิธีกันจึงมีแต่ภายนอกเป็นส่วนใหญ่

 

ศาลเจ้า Kashihara

 

ลานศาลเจ้า Kashihara

 

ทางเข้าศาลเจ้าหลัก

 

ศาลเจ้าด้านใน

 

จากศาลเจ้าแห่งนี้เมื่อเดินต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรตามถนนเส้นเดิมจะไปถึงที่ตั้งสุสานของจักรพรรดิ Jimmu จักรพรรดิองค์แรกของประเทศญี่ปุ่นตามพงศาวดาร 2 แหล่งคือ Nihon shoki และ Kojiki เชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าพระอาทิตย์   จักรพรรดิองค์นี้มีพระชนม์ชีพในช่วง 711-585 ปี ก่อนคริสตกาล มีพระชนม์ชีพยาวนานถึง 126 ปี   ขึ้นครองราชย์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 660 ปีก่อนคริสตกาล   ทำให้วันที่ 11 กุมภาพันธ์เป็นวันก่อตั้งประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการครับ     ทางเข้าสุสานก็มีต้นไม้สูงใหญ่มากมายวันนั้นเงียบมากและอากาศก็เย็นพอสมควร     หลังจากเดินสักพักผมจึงเดินกลับไปยังสถานี Kashihara เพื่อตั้งหลักเตรียมเดินทางไป Asuka village

ทางเข้าสุสาน Jimmu emperor

 

ทางเข้าสุสาน

 

สุสาน Jimmu emperor

 

1.วัด Asuka-dera

จาก สถานี Kashihara ไปยัง Asuka village สามารถนั่งบัสรถไปลงที่ Asukadera mae ได้ครับ แต่วันนั้นผมเดินไปเป็นระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตรโดยใช้ Googlemap เดินไม่นาน อากาศไม่ร้อน ชมวิวทุ่งนาภูเขาไปเรื่อยๆ   ผมพักที่ Asuka guesthouse จองผ่าน booking.com จากที่พักเดินไปวัด Asuka dera เพียง 150 เมตร

วัด Asuka dera ถือเป็นวัดในพุทธศาสนาแห่งแรกของญี่ปุ่น สร้างเมื่อ ค.ศ. 569 โดยตระกูล Soga ที่มีอิทธิพลทางการเมืองในสมัยนั้นและเลื่อมใสในพุทธศาสนา   ในสมัยนั้นพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นผ่านทางคาบสมุทรเกาหลีโดยมีจักรพรรดิของเกาหลีส่งพระมาเผยแพร่และบริเวณเมือง Asuka นี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาอันรุ่งเรืองต่อเนื่องไปจนถึงสมัย Heian ที่มีเกียวโตเป็นเมืองหลวง   วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น คือ Asuka Great Buddha สร้างแบบศิลปะสมัย Asuka ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากพระพุทธรูปในเกียวโตและคามาคูระ ที่เราคุ้นเคย.   วัดแห่งนี้เดิมเป็นวัดขนาดใหญ่. แต่ถูกไฟไหม้ 2 ครั้ง. เมื่อ 1000 ปีก่อน และถูกสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 1632     เป็นวัดพุทธสาย Shingon สายเดียวกับวัดใน Koyasan ที่มี ท่าน Kukai Kobo Daishi เป็นผู้นำ. ปัจจุบันมีขนาดเล็ก ค่าเข้าชม 350 เยน.

 

ด้านหน้า Asuka-dera

 

อาคารหลัก

 

Great Asuka Buddha

 

หอระฆัง

 

สวนผักด้านหลังวัด Asuka-dera

 

2.วัด Hase-dera ในวันสุดท้ายของปี

ต่อเนื่องจากวัด Asuka-dera  ในวันนั้นเป็นวันที่ 31 ธันวาคม ผมได้พบกับชาวญี่ปุ่น 4 คนที่เป็นแขกของ Asuka guesthouse ประกอบด้วยกลุ่มน้องๆผู้หญิง 3 คนมาด้วยกัน กับน้องผู้ชายมาคนเดียว ทุกคนเข้ามาชวนผมไปนับถอยหลังข้ามปีที่วัด Hase-dera   หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวัด Hase-dera ที่ Kamakura แต่ที่นี่อาจไม่ค่อยคุ้นเคย   จริง ๆ แล้วที่นี่สร้างก่อนวัดที่ Kamakura ครับและมีความเกี่ยวข้องกัน   วัดแห่งนี้ถือเป็น powerspot ที่คนญี่ปุ่นนิยมไปรับพลังดีๆ กัน

 

หน้าวัด Hase -Dera

วันนั้นพวกเราเริ่มเดินทางเวลา 22.00 น. จากสถานีรถไฟ Hase-dera สามารถเดินไปยังวัดแห่งนี้ได้ประมาณ 1 กิโลเมตร บรรยากาศในวันนั้นชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเดินทางไปร่วมพิธี อากาศหนาวมากครับ อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศา ท้องฟ้ามืดสนิทเห็นแต่ดวงดาวอันงดงาม จากบริเวณหน้าทางเข้าวัดจะผ่านประตูหลักและมีบันไดนำไปสู่วัด   สองข้างของบันไดจะมีโคมเทียนตลอดทางซึ่งสวยงามมากพอถึงวัดด้านบนจะมีหอประกอบพิธีและเป็นที่ประดิษฐานองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมขนาดใหญ่สูงประมาณ 11 เมตรผิวสีทอง  พระท่านก็จะสวดมนต์ตลอดเวลา ชาวญี่ปุ่นมากมายต่างก็มาร่วมพิธีด้วยเช่นกัน

การเดินทางสามารถเดินทางจาก สถานี Kashirajingu-mae ด้วยรถไฟ Kintetsu ไปลงสถานี Sakurai และต่อรถไฟ JR ไปลงที่สถานี Hase-dera

บันไดทางเดินขึ้นวัด

 

บันไดทางเดินขึ้นวัด

 

วัดแห่งนี้สร้างเมื่อ ค.ศ. 686 เพื่อภาวนาให้กับจักรพรรดิ Tenmu จักรพรรดิองค์ที่ 40 ของญี่ปุ่นที่ประชวร และเป็นที่ประดิษฐานของพระโพธิสัตว์กวนอิมที่สร้างจากไม้การบูรมี 11 หน้า ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นสร้างก่อนวัด Hase dera ที่ Kamakura รูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ Kamakura ก็สร้างจากวัดนี้เช่นกันครับ

บริเวณพิธี
พระโพธิสัตว์กวนอิม

 

ตามตำนานเล่าว่า ตอนตัดไม้ต้นการบูรเพื่อนำมาสร้างเจ้าแม่กวนอิมนั้น   ต้นการบูรมีขนาดใหญ่มากสามารถสร้างได้ 2 องค์ ผู้สร้างจึงสร้าง 2 องค์ แต่องค์หนึ่งถูกลอยน้ำไปเพื่อหวังว่าให้พระโพธิสัตว์กวนอิมไปช่วยเหลือผู้คนที่สถานที่อื่นบ้างและท่านก็ไปลอยไปผุดที่เมือง Kamakura จึงนำไปประดิษฐานที่วัด Hase Dera Kamakura นั่นเองครับ ส่วนวัดแห่งนี้ก็เคยถูกไฟไหม้หลายครั้งและได้มีการบูรณะใหม่โดยมีโชกุน Tokugawa Ieyasu คอยให้การช่วยเหลือจึงได้มีวัดคงอยู่ให้เราไปสักการะมาจนถึงปัจจุบันนี้ครับ

 

ในบริเวณใกล้ ๆ กันนั้นก็มีเหล้าหวาน (Ama sake) แจกฟรีให้ผู้มาร่วมงานซึ่งอร่อยมาก มีร้านขายเครื่องสักการะ เครื่องรางและจับเซียมซี   ซึ่งเป็นที่นิยมของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นรวมทั้งคนไทย 1 คนที่ไปร่วมพิธี   งานนี้ผมไม่เห็นชาวต่างชาติไปร่วมงานเลย     หลังจากเสร็จพิธีพวกเราจึงเดินทางกลับ Asuka guesthouse ด้วยรถไฟ       การเดินทางกลับในวันนั้นทำให้ผมทราบว่าในช่วงคืนข้ามปีจะมีบริการรถไฟวิ่งตลอดทั้งคืน ผู้คนญี่ปุ่นมากมายเดินทางไปวัดและศาลเจ้าต่าง ๆ เพื่อร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์   ผู้คนเต็มสถานีรถไฟซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมานาน     มีทั้งเด็ก หนุ่มสาวและคนสูงวัยแตกต่างจากประเทศไทยที่เพิ่งหันมามีพิธีแบบนี้ในวัดเมื่อไม่นานนี่เอง

Ama Sake อามาสาเกะ หรือ เหล้าหวานญี่ปุ่น

 

ถ้วยบรรจุเทียน

 

บรรยากาศของสถานีรถไฟช่วงตีสอง

วันแรกของปี ..ตระเวนรอบ Asuka village

ในวันนี้ผมโชคดีที่ได้ Ishin san เพื่อนรุ่นน้องชาวญี่ปุ่นที่มีเชื้อสายเกาหลี พูดภาษาอังกฤษชัดและเก่งจนผมทึ่ง พาผมขี่จักรยานไปเที่ยวรอบหมู่บ้าน Asuka Village และไปศาลเจ้า Miwa ในเมือง Miwa

จักรยานที่ผมใช้เที่ยวในวันนี้ครับ

3.วัด Kawahara-dera

สร้างเมื่อราวคริสตศตวรรษที่ 7 เป็นวัดแห่งแรกในญี่ปุ่นที่มีการฝึก Shakyo taiken หรือการฝึกเขียนอักษรคันจิภาวนาในวัดซึ่งมีการสืบทอดต่อมาถึงปัจจุบัน ผู้ที่ริเริ่มคือจักรพรรดิ Tenji จักรพรรดิองค์ที่ 38 ของญี่ปุ่นมีพระชนม์ชีพในช่วง ค.ศ. 626-672 พระองค์ริเริ่ม Shakyo taiken เพื่อเป็นการภาวนาระลึกถึงพระมารดาจักรพรรดินี Saimei ที่สวรรคต   จักรพรรดินีองค์นี้เคยขึ้นบัลลังก์ครองญี่ปุ่น 2 ครั้ง แทนพระสวามีจักรพรรดิ Jomei ที่สวรรคตและแทนจักรพรรดิ Kotoku จักรพรรดิองค์ที่ 36 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระอนุชาของจักรพรรดินี Saimei

จักรพรรดินี Saimei สร้างประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงต้านทานอำนาจของจีนและเกาหลีในสมัยนั้นได้  ในหมู่บ้าน Asuka จะพบก้อนหินลักษณะแปลก ๆ มากมายเชื่อว่าเป็นสิ่งหลงเหลือจากสิ่งก่อสร้างในสมัยจักรพรรดินี Saimei ผมได้มีโอกาสฝึก Shakyo taiken ครั้งแรกโดยเขียนชื่อตัวเองและสิ่งที่เราภาวนาลงไปในกระดาษด้วยพู่กันและหมึกจีน

ในอดีตวัดนี้มีขนาดใหญ่โดยยังคงเห็นร่องรอยของรากฐานอาคารของวัดอยู่บ้างและวัดนี้พระนักปฏิบัติคนสำคัญของญี่ปุ่น Kukai Kobodaishi เคยเดินทางมา  พระท่านนี้สร้างนิกาย Shingon ขึ้นและถ้าใครเคยไปเที่ยว Koyasan ในจังหวัด Wakayama อาจจะเคยได้ยินชื่อพระท่านนี้ เพื่อน ๆ สามารถย้อนไปอ่านบทความได้ ที่นี่ ครับ

Kawahara-dera ด้านหน้าจะพบร่องรอยของฐานของอาคารในอดีตของวัด

 

แผ่นหิน มีมาตั้งแต่สมัย Asuka เวลาสัมผัสเปรียบเสมือน time machine ที่เชื่อมโยงกับสมัย Asuka

 

ห้องเรียน Shakyo taiken

 

หมึกพู่กัน

 

Shakyo Taiken

 

ในบริเวณ Asuka จะพบก้อนหินลักษณะแปลกๆ หลายแห่ง   แต่ผมขี่จักรยานไปชมเพียงไม่กี่แห่งครับ เช่น Kameishi หินรูปเต่า  Sakafune ishi “Liquor ship stone” หินที่บันทึกว่าเป็นเครื่องมือในการผสมเหล้าสาเกในพิธีกรรมต่าง ๆ     Ishibutai ที่นี่คาดว่าเป็นสุสานของคนในตระกูล Soga ตระกูลที่มีอิทธิพลการเมืองในสมัยนั้น   ระหว่างการขี่จักรยานก็จะลัดเลาะไปตามถนนเล็ก ๆ เรียบทุ่งนาตามชนบทครับ

 

Kameishi

 

Sakafune ishi

Ishibutai

 

Ishibutai

สุสานจักรพรรดิ Tenmu จักรพรรดิองค์ที่ 40 และจักรพรรดินี Jito

สุสานจักรพรรดิ Tenmu

4.ศาลเจ้า​ Omiwa

หลังจากขี่จักรยานรอบ ๆ Asuka พวกเราก็เดินทางไปศาลเจ้า Omiwa ในเมือง Sakurai โดยนั่งรถไฟ Kintetsu จากสถานี Asuka ไปสถานี Sakurai เพื่อต่อรถไฟ JR ไปลงสถานี Miwa จากสถานีรถไฟ Miwa สามารถเดินเท้าไปศาลเจ้าได้ไม่ไกลครับ

ศาลเจ้านี้ถือเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดและยังมีอยู่จริงของญี่ปุ่น สร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งสาเก เป็น powerspot ที่สำคัญที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมาซึ่งในปีใหม่ก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่มีผู้คนล้นหลาม ในช่วงเทศกาลจะมีร้านยาไต (ร้านค้าแผงลอย) เรียงรายระหว่างทางเดินไปศาลเจ้า   เมื่อเดินผ่านเสาโทริอิก็จะมีต้นไม้ใหญ่มากมายให้ความรู้สึกร่มรื่น ในบริเวณพื้นที่ภายในศาลเจ้าจะมีซุ้มขายเครื่องราง กระต่ายหินมงคลสามารถไปลูบคลำได้ มีซุ้มสาเกให้ดื่ม ก่อนดื่มก็จะมีการบริจาคตามแต่ศรัทธาครับ  ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทาง Yamanobe no michi ซึ่งเป็นถนนที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นสร้างในคริสตศตวรรษที่ 8 และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง Shinkaido ที่มีจุดเริ่มต้นที่โตเกียว

สถานี Miwa

 

ร้านยาไต (ร้านค้าแผงลอย)

 

เสาโทริอิ

 

ทางเดินสู่ศาลเจ้า

 

ศาลเจ้า
กระต่ายหิน ผู้คนเข้าแถวเพื่อไปลูบกระต่ายมงคลนี้แล้วจะโชคดีรับปีใหม่

 

กระต่ายหิน
ซุ้มสาเก

 

ซุ้มสาเก

การเดินทางไปเมือง Asuka และเมืองรอบๆ

ถึงแม้ว่า Asuka จะเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนาราแต่การเดินทางจาก Osaka จะรวดเร็วและสะดวกกว่าสามารถนั่งรถไฟ Kintetsu จาก Osaka-Abenobashi ได้ครับสามารถสืบค้นได้จาก hyperdia บางช่วงอาจจะต้องมีการเปลี่ยนรถไฟสาย JR บ้างถ้าต้องเดินทางไป Sakurai และ Hasedera  เพื่อน ๆ สามารถตรวจสอบเส้นทางให้ถูกต้องจากใน hyperdia นะครับ

 

โรงแรมและที่พัก

ผมเลือกพักใน Asuka village เพราะเป็นย่านชุมชนโบราณ บ้านเก่าๆ และเลือกจองพักที่ Asuka guesthouse ซึ่งเป็นบ้านเก่าอายุกว่า 150 ปี มีบริการอาหารเช้าและเย็น   หรือจะซื้อวัตถุดิบไปประกอบอาหารเองก็ได้ครับมีอุปกรณ์ครัวเตรียมไว้ให้พร้อม

Asuka guesthouse ด้านหน้ากลางคืน

 

Asuka guesthouse ด้านหน้ากลางวัน

 

Asuka guesthouse ห้องนั่งเล่น

 

Asuka guesthouse ห้องนั่งเล่น

 

Asuka guesthouse ห้องครัว

 

Asuka guesthouse บาร์

 

อาหารที่ Guesthouse

 

Asuka guesthouse ด้านหน้าพร้อมน้องๆ ชาวญี่ปุ่น

สำหรับการเดินทางเยือนเมืองรอบนอกของนาราครั้งนี้ก็ใช้เวลา 2 คืน 3 วันครับ   ที่จริงในเมือง Sakurai ที่ผมไปต่อรถไฟ ยังมีร่องรอยของพระราชวังโบราณอีกมากมายแต่ผมไม่มีเวลาเพียงพอจะไปเยือนครับ คนญี่ปุ่นใช้คำว่า “เมือง Sakurai เป็น Hometown of Japan” เลยครับ

หลังจากทุกท่านได้อ่านบันทึกการเดินทางของผมครั้งนี้ก็คงจะได้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อีกด้านของนาราและถ้ามาเที่ยวในฤดูอื่นก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน เช่น ฤดูใบไม้ผลิที่บริเวณหุบเขาของวัด Hase dera ก็จะเต็มไปด้วยต้นซากุระมากมาย ในช่วงฤดูร้อนในเมือง Asuka ก็จะเขียวขจีไปด้วยทุ่งนาและมีทุ่งนาขั้นบันไดอันสวยงาม   ฤดูใบไม้ร่วงก็จะมีดอกมันจูชาเกะหรือดอกพลับพลึงแดงให้เห็นในเมือง Asuka ด้วยครับ … แล้วอย่าลืมติดตามบทความจากลุงจี๊ดในตอนต่อ ๆ ไปนะครับ

เรื่องโดย  #ลุงจี๊ด

Share this to
Share on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.