ปักหมุด 15 ส่ิงห้ามพลาด รวมที่เที่ยวโออิตะ เมืองน้ำพุร้อน แห่งคิวชู

ถ้าพูดถึงเมืองแห่งน้ำพุร้อนในญี่ปุ่นต้องนึกถึงจังหวัดโออิตะ (Oita) ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในภูมิภาคคิวชู ที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อน ที่ใครได้มาเยือนต้องมาลองและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติรวมถึงขนม และอาหารที่น่าสนใจวันนี้พวกเราได้รวบรวมที่เที่ยว อาหารการกินที่ห้ามพลาดมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านและไปตามรอยกันถ้าพร้อมแล้ว เริ่มกันได้เลยค่ะ

 

1.เดินชิลที่ Mamedamachi ย่านเมืองเก่ายุคเอโดะอายุกว่า 400 ปี

Mamedamachi เป็นย่านเล็ก ๆ ที่คงความย้อนยุคแบบเอโดะ ที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิตะ (Hita) ในจังหวัดโออิตะ ที่มีเสน่ห์ด้วยความที่ยังคงเหลือบ้านเรือนเก่าแก่ และร้านค้าที่ให้บรรยากาศย้อนยุคที่มองไปทางไหนก็จะได้กลิ่นอายแบบญี่ปุ่น ที่หาชมได้ไม่กี่ที่ในปัจจุบัน ภายในย่านนี้ก็ไม่ได้มีเพียงบ้านเรือนเท่านั้น ยังคงมีร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นต่าง ๆ ให้เราได้แวะชมกันด้วยค่ะ

ดูจากพื้นถนนมีการทำลวดลายเป็นรองเท้าเกี๊ยะ ใครเป็นสายเก็บฝาท่อ ลายตามพื้น ต้องจัดค่ะ ซึ่งลวดลายนั้นก็เป็นการบ่งบอกว่าเมืองนี้เป็นแหล่งผลิตรองเท้าเกี๊ยะชื่อดังโดยเฉพาะเมืองฮิตะ (Hita) ที่มีต้นสนมากมาย ก็เลยนำไม้สนนั้นมาทำเป็นรองเท้าเกี๊ยะจนได้รับความนิยม แต่น่าเสียดายที่วันที่พวกเราไปฝนตกและร้านค้าก็ปิดหลายร้านเลยไม่ได้เข้าไปรีวิวร้านรองเท้าเกี๊ยะเลย

สินค้าท้องถิ่นขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ รองเท้าเกี๊ยะค่ะ
รองเท้าเกี๊ยะทำจากไม้สน ที่โออิตะมีไม้สนเยอะมากเลยผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าประจำเมืองค่ะ

พิกัด Mamedamachi จาก Google maphttps://goo.gl/maps/JhevxjkjYJtsdVRQ7

2.แวะพิพิธภัณฑ์ Hita Gion Yamaboko Kaikan ชมรถแห่ชื่อดังสมบัติของเมือง

ที่เมืองฮิตะจะมีงานเทศกาลหน้าร้อนประจำเมืองฮิตะ เป็นเทศกาลที่มีประวัติยาวนานถึง 350 ปี จัดขึ้น
โดยเชื่อว่าจะสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ เทศกาลนี้มีชื่อว่า “Hita Gion Matsuri”  และยังเป็นประเพณีขบวนแห่ที่มีชื่อเสียงติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ จะจัดเป็นประจำทุกปีในเดือน กรกฎาคม รถแห่มีชื่อเรียกว่า “ยามะโบโกะ” ขบวนแห่ได้รับอิทธิพลมาจากเกียวโต ดังนั้นเทศกาลนี้จึงเรียกชื่อว่า “ฮิตะกิอง” (Hita Gion Matsuri) ถ้าเรามาไม่ตรงช่วงเวลางานเทศกาล เราก็สามารถเข้าชมรถแห่ได้ที่ Hita Gion Yamaboko Kaikan ได้ค่ะ

เทศกาลนี้ได้รับยกย่องให้เป็นวัฒนธรรมควรค่าแก่การอนุรักษ์จาก Unessco ซึ่งเทศกาลนี้มีทั้งหมด 5 ที่ ซึ่งไม่ได้มีแค่ที่เมืองฮิตะเพียงที่เดียวเท่านั้น Hita, Hakata, Tobata ,Karatsu, Yatsuhiro เทศกาลนี้จะมีทุกๆ เดือนกรกฎาคม

งานรวมรถแห่ ยามาโบะโกะ จากหลากหลายเมือง

สำหรับรถแห่ยามะโบโกะ มีความสูง 11 เมตร น้ำหนัก 2 ตัน ใช้คนลาก 10 คนขึ้นไป ซึ่งแต่ละหมู่บ้านก็จะมีรถลากของหมู่บ้านตนเอง 1 คัน ซึ่งช่างที่ทำตุ๊กตาบนรถแห่นี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น มีอายุประมาณ 60 ปี เพราะยังไม่มีลูกศิษย์มาสืบทอดองค์ความรู้ ช่างฝีมือก็เลยทำเพียงคนเดียว

 

รถแห่ยามาโบโกะ ที่สามารถปรับความสูงได้ โดยสูงสุด 11 เมตร

พิกัดจาก Google map: https://goo.gl/maps/WrGfqkiWRLT2dWzQ9

3.Hita Shoyu ไม่ใช่ร้านขายโชยุธรรมดา แต่ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สะสมตุ๊กตา 4,500 ตัว

แวะร้านโชยุ Hita shoyu ภายนอกที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงร้านที่จำหน่ายโชยุธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่ภายในยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมาย ที่เจ้าของชื่นชอบในการสะสมตุ๊กตา (Tenryo Hina Goten) เริ่มสะสมจากความชอบส่วนตัวทีละเล็กทีละน้อย แต่ด้วยความชอบเลยทำเป็นพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาให้ชมกันซะเลย ซึ่งภายในก็มีตุ๊กตาสไตล์ญี่ปุ่นที่สะสมไว้กว่า 4,500 ตัวจัดโชว์ในห้องแบ่งตามหมวดหมู่ค่ะ แค่เห็นก็ละลานตาแล้ว

ขุมคลังตุ๊กตาฮินะ ที่เจ้าของร้านโชยุได้สะสมเอาไว้
ได้ชมความอลังการของตุ๊กตาทั้งเก่าและใหม่ที่หาชมได้ยาก

แต่ก็ไม่ได้มีเพียงตุ๊กตาแบบญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ ยังคงมีตุ๊กตาสมัยใหม่อย่าง Micey Mouse, Hello Kitty ด้วย และยังมีโซนที่เป็นความร่วมมือกันกับศิลปินชื่อดัง ทำเป็นธีมต่าง ๆ ตามฤดูกาล ใครที่ชอบงานศิลปะวัฒนธรรมญี่ปุ่นถือว่าดีงามมาก ๆ ค่ะ และค่าเข้าชม 300 เยนต่อคน คุ้มมากมายค่ะ 

ตุ๊กตาที่จัดโชว์พิเศษที่ร่วมมือกับศิลปินชื่อดังจัดในธีมฤดูกาล

สำหรับโชยุที่จำหน่ายภายในร้านก็มีให้ชิมกันด้วยค่ะ ทางร้านมีคอนเซ็ปต์ที่ว่า ใช้วัตถุดิบธรรมชาติและผลิตด้วยวิธีการธรรมชาติ จึงทำให้โชยุที่จำหน่ายภายในร้านนั้นยังคงรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งร้านสูตรทำการทำโชยุของร้านนี้มีมากว่า 170 ปี ที่ยังคงรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้ถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแต่รสชาติต้นตำรับก็ยังคงอยู่เหมือนเช่นเคย ใครอยากได้โชยุแบบท้องถิ่นดั้งเดิมก็ลองชิม และช้อปกันได้ที่ร้านนี้เลยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีขนมถั่วบดซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โยกัง “ซึ่งมีหลากหลายรสชาติให้ลองชิมอีกด้วยค่ะเผื่อว่าใครติดใจโยกังก็สามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากคนทางบ้านได้

สินค้าโชยุ มิโสะ โยกัง ที่มีจำหน่ายภายในร้าน และมีให้ชิมรสชาติด้วยค่ะ

 

ที่เมืองฮิตะนี้มีน้ำที่ดี ผลิตภัณฑ์น้ำจึงมีชื่อเสียงโด่งดังและสินค้าที่ใช้น้ำเป็นวัตถุดิบหลักอย่างสาเก อามะสาเก โชยุ ก็เลยอร่อย และกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมืองที่ใครผ่านไป ผ่านมาต้องแวะซื้อ แวะชิมกัน 

เว็บไซต์: http://shop.hitasyouyu.com/

การเดินทาง:ลงรถไฟที่สถานี  Hita แล้วเดินไปทางทิศเหนือ 15 – 20 นาทีก็ถึง

พิกัดร้านโชยุ Hitashouyu จาก Google map: https://goo.gl/maps/stx28zZNeUmbRsX79

4.Caffel Hinano Sato เรียวกังอายุ 100 ปี ที่ตกแต่งมุ้งมิ้ง พร้อมออนเซ็นส่วนตัว

มาเยือนเมืองน้ำพุร้อนชื่อดังเราต้องหาเรียวกังพักเพื่อแช่น้ำร้อนกันสักหน่อย ที่นี่ “Caffel Hinano Sato” หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า Hinano Sato Sanyokan เรียวกังแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับริมแม่น้ำ Mikuma โรงแรมนี้เปิดดำเนินการมากว่า 100ปี แต่ได้มีการรีแบรนด์ปรับโฉมครั้งใหญ่ให้มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น ปรับภาพลักษณ์ให้เป็นคาเฟ่ x เรียวกัง ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้หญิง คู่รัก ครอบครัว ที่ต้องการมารีแลกซ์ พักผ่อน ภายในโรงแรมเลยมีการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นที่ผสมผสานกับความเป็นตะวันตก มีการเปิดเพลงแจ๊สคลอเคลีย มีกิมมิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ประดับตกแต่งไปรอบ ๆ เรียวกัง มีตุ๊กตาฮินะตั้งประดับไว้ตั้งแต่ประตูทางเข้าของโรงแรม โซนล็อบบี้ก็มีน้ำดื่ม ชา กาแฟ และคุ้กกี้ให้แขกที่มาพักได้ลองชิมกันแบบฟรี ๆ อีกด้วยค่ะ

หากพักที่เรียวกังนี้ก็จะมีบริการลงเรือล่องแม่น้ำ Mikuma ด้วยนะคะซึ่งแต่ละฤดูกาลเค้าก็จะมีกิจกรรมและอีเว้นต์ที่แตกต่างกันไป ช่วงที่เราไปนั้นเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินพอดี เลยนั่งเรือชมวิวยามเย็น และลมก็เย็นด้วยค่ะ

ภายในห้องพักก็มีความใส่ใจมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้งมากๆ มีที่ตัดเล็บเอย มีปฏิทินที่เขียนวันต่าง ๆ ด้วยลายมือน่ารักๆ มีโทรศัพท์แบบโบราณที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันมากนักในปัจจุบัน และถ้าเลือกห้องพักแบบมีอ่างน้ำร้อนส่วนตัว ก็จะได้เห็นวิวของแม่น้ำ Kuma ทั้งก่อนนอนและตอนตื่นนอนด้วยค่ะ แม้อากาศด้านนอกจะเย็นแบบเลขตัวเดียวแต่การได้แช่ออนเซ็นร้อน ๆ ชมวิวยามค่ำคืนก็ช่วยผ่อนคลายและทำให้ทริปที่เหนื่อยล้าจากการเดิน การเดินทางนั้นกลับมาฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้หายเหนื่อย พร้อมจะลุยเที่ยวต่อในวันต่อไปได้เป็นอย่างดีและหลับฝันดีด้วยค่ะ

อาหารเย็นเราก็รับประทานกันภายในโรงแรมซึ่งมีการจัดเซ็ตไว้อยู่แล้ว โดยเราเลือกรับประทานชาบู ชาบู ที่สายเนื้อต้องห้ามพลาดกับเนื้อวัว Bungo Beef เนื้อวัวท้องถิ่นที่ต้องแวะมาลอง ซึ่งในเซ็ตอาหารก็มีเนื้อหมูด้วยสำหรับคนที่ไม่กินเนื้อวัวค่ะ จะเสิร์ฟเป็นแบบคอร์ส มีปลาดิบ สลัดและเครื่องเคียงต่าง ๆ มีขนมหวานสไตล์ตะวันตกที่อร่อยใช้ได้เลย และตบท้ายด้วยข้าวรีซอทโต้ โรยชีส ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะกินเป็นข้าว หรือเป็นเส้น มีความญี่ปุ่นแต่เพิ่มความเป็นตะวันตกเข้าไปได้อย่างลงตัว

 

ความน่ารักของที่นี่ก็คือ ภาพวาดการ์ตูนที่บอกว่าพนักงานคนไหน ใครเป็นคนทำอะไร เช่น คุ้กกี้ทำโดยใครก็จะมีภาพการ์ตูนนั้นวาดประกอบเอาไว้ หรือในเมนูอาหารก็เช่นกัน ซึ่งเทียบกับหน้าตาของสตาฟก็ตรงกันจริง ๆ ด้วย ซึ่งมุ้งมิ้งและใส่ใจมาก ๆ ค่ะ

ภาพการ์ตูนที่วาดน่ารักมากมาย และก็เหมือนสตาฟจริง ๆ
คนทำคุ้กกี้ก็มี ภาพการ์ตูนวาดไว้ด้วยเหมือนกัน น่ารัก

เว็บไซต์ : https://www.sanyokan.com/

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Hita เดินเพียง 900 เมตร

พิกัดจาก Google maphttps://goo.gl/maps/TQxaXCGJevy96QFb8

5.รถไฟสุดลิมิเต็ด Yufuin No Mori ที่คนอยากนั่งมากที่สุดเมื่อมาเยือน Yufuin

Yufuin No Mori (ゆふいんの森) เป็นรถไฟสายท่องเที่ยวชื่อดังของภูมิภาคคิวชู ที่ใครต่อใครได้มาเยือนแล้วอยากนั่งมากที่สุด เป็นรถไฟ Limited express ต้องจองที่นั่งทุกที่ ที่ออกแบบมาเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของอาจารย์เอจิ มิโตะโอกะ (Eiji Mitooka) นักออกแบบรถไฟชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น โดยรถไฟขบวนนี้จะวิ่งจากสถานีฮากาตะ (Hakata Station) จังหวัดฟุกุโอกะไปสิ้นสุดที่สถานีเบบปุ จังหวัดโออิตะ (บางขบวน) ซึ่งจะวิ่งผ่านหมู่บ้านชื่อดังอย่าง ยุฟุอิน (Yufuin) จึงเป็นที่มาของชื่อรถไฟ Yufuin No Mori (ゆふいんの森) ที่มีความหมายว่า “ป่าของยุฟุอิน” นั่นเองค่ะ 

จากชื่อของรถไฟ Yufuin no Mori (ゆふいんの森) มีความหมายว่า The Forest of Yufuin หรือ ป่าของยุฟุอิน ขบวนรถไฟมีสีเขียวเหมือนสีของป่า ภายในตกแต่งได้อย่างคลาสสิคและสวยงาม มีการนำไม้มาใช้ตกแต่งภายในรถไฟ และนำสีเขียวมาเป็นธีมหลักในการตกแต่ง เมื่อก้าวขาขึ้นไปยังรถไฟจะได้กลิ่นอายความอบอุ่น ผ่อนคลาย และมีกระจกบานใหญ่ที่เราจะสามารถชมวิวระหว่างการเดินทางได้ รถไฟจะมีเพียง 4 ตู้โดยสารเท่านั้น และมีขนม ของที่ระลึก และเครื่องดื่มจำหน่ายบนรถไฟด้วยค่ะ 

เห็นป้ายแบบนี้ขึ้นไม่ผิดขบวนแน่ ๆ ค่ะ
ภายในตู้โดยสารตกแต่งด้วยไม้ มีพื้นยกระดับ
ที่นั่งบนรถไฟ ด้านหลังวางกระเป๋าเดินทางได้ มีช่องกระจกใหญ่ที่มองวิวได้เช่นกัน

 

ที่นั่งเป็นแบบ 2:2 มีกระจกชมวิวด้านข้างขนาดใหญ่ หัวรถไฟก็มีมุมมองวิวที่กว้างขึ้น

 

ตู้คาเฟ่ ที่จำหน่ายเครื่องดื่ม และของที่ระลึก กระจกบานใหญ่มาก ยืนชมวิวได้เลย

 

เคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้าภายในรถไฟ

ใครขึ้นรถไฟมาแล้วอย่าลืมไปแสตมป์ตราประทับเป็นที่ระลึกกันนะคะ พนักงานจะเดินแจกโปสการ์ดสำหรับประทับตราให้กับผู้โดยสารทุกท่านเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันด้วย

อย่าลืมตราประทับ และถ่ายรูปคู่กับป้ายเป็นที่ระลึกนะคะ

เว็บไซต์จองhttps://www.jrkyushu.co.jp/english/booking/list_of_trains.html

เว็บไซต์https://www.jrkyushu.co.jp/english/train/yufuin_no_mori.html

 

6.เดินชิม ช้อป ชิลที่ถนนคนเดิน Yunotsubo Street

ถ้ามาเยือน Yufuin บอกเลยว่าต้องห้ามพลาดถนนคนเดินที่มีชื่อว่า Yunotsubo street (湯の坪街道 ) ซึ่งเป็นถนนที่มีของขายมากมายสองข้างทาง ทั้งของที่ระลึก ของฝาก คาเฟ่น่ารัก ๆ และของกินที่น่าลิ้มลองเป็นระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตร ที่ได้รับความนิยมทั้งคนญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่ต้องมาแวะ เช็กอินกันที่นี่ถ้ามีโอกาสได้มาเยือนยุฟุอิน

สินค้าที่วางจำหน่ายส่วนมากเป็นไอเทมท้องถิ่นที่หาซื้อที่อื่นไม่ค่อยได้ มีขนมและคาเฟ่อร่อย ๆ ให้เลือกลองชิมมากมาย

ร้านสินค้างานทำมือท้องถิ่น น่ารัก ๆ เพี้ยบเลย
รองเท้าเกี๊ยะ ไอเทมท้องถิ่น

จากสถานีรถไฟ Yufuin เราสามารถเดินมายังถนนเส้นนี้ได้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เดินไปถ่ายรูปไปก็เพลินดี หรือจะนั่งรถลากก็ได้ฟีลลิ่งไปอีกแบบหนึ่งค่ะ ถ้าในช่วงวันที่อากาศดี ๆ เราก็จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจากถนนเส้นนี้ ได้เช่นกันค่ะ

พิกัดจาก Google map: https://goo.gl/maps/9CoT2XQwBtZsHtJT6

7.สายชีสต้องแวะชิม Milch (由布院ミルヒ) อร่อยแบบต้นตำรับ

Milch (由布院ミルヒ) ชีสเค้กชื่อดังที่มีต้นกำเนิดมาจากยุฟุอิน ตอนนี้มีสาขาที่ไทยแล้ว เป็นชีสเค้กที่หอม นุ่มละลายในปากที่ใครมายุฟุอินแล้วต้องกิน ถ้าได้กินตอนร้อน ๆ คือฟินมาก ๆ ค่ะ ว่าขนมพวกนม พวกชีสของทางฮอกไกโดเด็ดแล้ว แต่มาเจอขนมที่มีส่วนผสมจากนม และชีสของ Milch บอกเลยว่า หลงรักตั้งแต่คำแรกเลยค่ะ นุ่ม หอม เข้มข้น ละลายในปาก อร่อยจนแย่งเพื่อนกิน

เว็บไซต์http://milch-japan.co.jp/

พิกัดร้าน Milch จาก Google maphttps://goo.gl/maps/p7ef1E83tsTXiT6n7

 

8.Yufuin Kinsho Korokke (湯布院 金賞コロッケ)

ร้านที่จำหน่าย Korokke หรือ croquettes ที่คนท้องถิ่นบอกว่าถ้ามาเยือนยุฟุอิน ต้องลอง ร้านนี้ฮอตฮิตมากค่ะ ได้รับรางวัลเหรียญทองชนะการประกวด korokke มาการันตีความอร่อย ร้านตั้งอยู่ริมถนนคนเดิน Yunotsubo สังเกตง่ายๆ จากการที่มีคนมาต่อแถวซื้อเยอะสุดนั่นเอง ที่นี่มีหลายรสชาติให้เลือกด้วยนะ ราคาชิ้นละ 170¥

ส่วนตัวได้ลอง korokke ปู มีความนุ่มครีม หวาน กลมกล่อม เนื้อละมุน กินตอนอากาศหนาว ๆ คือฟินมาก ส่วนพี่อปลุงลอง korokke เนื้อวัวบุงโกะ (Bungo beef) ซึ่งเป็นเนื้อวัวท้องถิ่นของจังหวัดโออิตะ ด้วยความที่เป็น Korokke เลยจะมีมันบดเยอะกว่าเนื้อสัมผัสของเนื้อวัวนะคะ แต่ก็อร่อยไปอีกแบบ ใครชอบ korokke ถ้ามาที่ Yufuin ก็มาลองชิมดูนะคะ สำหรับคนไม่กินเนื้อวัวที่ร้านนี้ก็มีเมนูอื่น ๆ เช่น โคโรเกะหมู โคโรเกะปู  ฯลฯให้เลือกชิมได้เช่นกันค่ะ

พิกัดร้าน Yufuin Kinsho Korokke จาก Google map: https://goo.gl/maps/gjtvJVVkXgWHSTWu8

9.ถ่ายรูปก่อนกลับที่ Yufuin Floral village

Yufuin Floral Village ( 湯布院フローラルビレッジ) อีกหนึ่งพิกัดน่ารัก ๆ ที่สายถ่ายรูปชื่นชอบ โซนนี้จะเป็นโซนมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟร้ิง ที่ตกแต่งร้านค้าในสไตล์ยุโรปเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนแห่งเทพนิยาย ที่มีความน่ารัก มีร้านค้าร้านขายของฝากต่าง ๆ มากมายที่คนญี่ปุ่นเองก็ชื่นชอบเช่นกัน ในแต่ละช่วงเทศกาลก็จะมีการตกแต่งพื้นที่ให้เข้ากับบรรยากาศ ณ.ช่วงเวลานั้น ใครที่เป็นสายถ่ายรูปบอกเลยว่าพิกัดนี้ห้ามพลาดค่ะ

ป้ายร้านก็มีความเทพนิยาย
ถ้าวันแดดดี มุมนี้คือสวยเลย

พิกัดร้าน Yufuin Floral Village จาก Google map: https://goo.gl/maps/tMU5LAGyu2tENgQz9

10.Kinrin Lake ทะเลสาบน้ำพุร้อน แห่ง Yufuin สวยท่ามกลางสายหมอก

อีกหนึ่งจุดเช็คอินวิวธรรมชาติสวย ๆ ของ Yufuin นั่นก็คือ การไปชมวิวหมอกที่ลอยเหนือบนผิวน้ำที่ ทะเลสาบคินริน หรือ Kinrin Lake (金鱗湖) ซึ่งเป็นทะเลสาบเล็ก ๆ อยู่ในเมือง Yufuin จังหวัดโออิตะ เมืองแห่งน้ำพุร้อนโดยทะเลสาบนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 25 นาที

ความว้าวก็คือ น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ไหลมาจากน้ำพุร้อนค่ะทุกคน มีอุณหภูมิประมาณ 40 องศา จึงทำให้น้ำในสระอุ่นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งในช่วงตอนเช้า หรือในฤดูหนาวบริเวณผิวน้ำของทะเลสาบจะมีไอน้ำลอยขึ้นมาเป็นหมอก ให้บรรยากาศที่สวยงามอีกหนึ่งที่เลยค่ะ

ถ่ายตอนฝนตกก็ได้เห็นไอน้ำที่ลอยเหนือทะเลสาบ แถมมีนกเป็นพรอพด้วยสวยไปอีกแบบ

ชื่อของทะเลสาบนั้นก็มีที่มานะคะ โดยคำว่า “คินริน” (Kinrin, 金鱗) หมายถึง เกร็ดปลาทองจ้า ที่ตั้งชื่อตามนี้ก็เพราะว่า ปลาที่กำลังว่ายน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ เมื่อมีพระอาทิตย์ส่องลงมากระทบก็จะเห็นเกล็ดปลานั้นเป็นสีทองสะท้อนน้ำสวยจับใจนั่นเองค่ะ ชื่อเก๋จัง มีใครเห็นปลาในทะเลสาบนี้บ้างไหมนะ เราสามารถเดินชมรอบทะเลสาบนี้ได้ด้วยนะคะ พักผ่อนหย่อนใจชมนกและปลาแถว ๆ ทะเลสาบให้ฟินกันไปเลย

การเดินทาง : ลงรถไฟที่สถานี Yufuin จากสถานีถึงทะเลสาบมีระยะทาง 2.3 กม.ใช้เวลาประมาณ 25 นาที แต่ถ้าเดินบริเวณถนนคนเดินที่ Yufuin แล้วก็เดินต่ออีกนิดไปยังทะเลสาบได้เช่นกันค่ะ

พิกัดจาก Google map: https://goo.gl/maps/ekJj9rfrmgLTjRSs5

 

11.ทำความรู้จัก Yunohana ที่ Myoban แหล่งแช่ออนเซ็นที่มีชื่อเสียงของเบปปุ

อย่างที่บอกไปว่าจังหวัดโออิตะเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อน ดังนั้นไม่ว่าจะไปทางไหนเราก็มักจะเจอออนเซ็นที่มีชื่อเสียง Myoban Onsen ก็ถือเป็น 1 ใน 8 บ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงของเมืองเบปปุ ในจังหวัดโออิตะค่ะ ในสมัยก่อนพื้นดินที่อยู่ในบริเวณบ่อน้ำพุร้อนไม่สามารถเพาะปลูกพืชใด ๆ ให้เติบโตขึ้นได้ ด้วยความเป็นกรด ด่างและสภาพของดินไม่เหมาะสม ดังนั้น ตามแหล่งออนเซ็นที่มีบ่อน้ำพุร้อนคุณภาพสูง จึงได้มีการผลิตสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่เรียกว่า “Yunohana” ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ตกผลึกจากน้ำพุร้อนเมื่อสัมผัสกับอากาศ ซึ่งจะใช้เป็นส่วนผสมในการทำผงอาบน้ำ เครื่องสำอาง สกินแคร์ต่าง ๆ

Myoban jigoku Yunohana” ซึ่งที่นี่เราก้จะได้เห็น Yunohana goya เป็นอาคารก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายกับกระท่อมสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ที่มีวิธีการผลิต Yunohana มากว่า 300 ปีตั้งแต่สมัยเอโดะ ถ้าเดินเข้ามาใกล้ๆ เราจะได้กลิ่นของกำมะถัน ซึ่งที่นี่เป็นที่ผลิต Yunohana ที่เป็นแร่ธาตุที่ตกผลึกจากน้ำพุร้อนอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งจะพบเจอ Yunohana ได้เฉพาะน้ำพุร้อนเก่าแก่และคุณภาพสูงเท่านั้นค่ะ เนื่องจาก Yunohana มีลักษณะเป็นผงเลยนิยมนํามาทำเป็นผงอาบน้ำไว้ใส่แช่ในอ่างอาบน้ำที่บ้านได้ และในเดือนมีนาคม 2016 ได้ประกาศให้วิธีการทำ Yunohana ของเบปปุ เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่จับต้องไม่ได้อีกด้วย (an important intangible folk culturure asset)

เราอาจจะได้เห็นกะบะที่เอาไว้นึ่งไข่ จากไอน้ำของน้ำพุร้อนใต้ดิน

การเดินทาง : นั่งรถบัสจากสถานี Beppu (ประมาณ 15 นาที) สามารถใช้ SanQ pass ได้

เว็บไซต์: http://yuno-hana.jp/yunohana_koya/index.html

พิกัดจาก Google map: https://goo.gl/maps/13aUHvnAoGhghq1Q7

 

 

12.Jigoku-mushi Pudding พุดดิ้งที่นึ่งจากไอน้ำในบ่อน้ำพุร้อน

ไอเทมสุดแรร์ สินค้าขายดีที่ต้องลองของร้าน Okamotoya นั่นก็คือ “พุดดิ้งจิโกกุมุชิ”  (Jigoku-mushi Pudding) นั่นเองค่ะ เป็นพุดดิ้งที่นึ่งจากไอน้ำจากบ่อน้ำพุร้อน ที่ตัวพุดดิ้งเด้งนุ่มละลายในปาก หอมคาราเมลที่เคลือบก้นถ้วย อร่อยลงตัว รสชาติไม่หวานมากนะคะใครไม่กินหวานก็สามารถชิมได้ ความลับของรสชาติอ่อน ๆ ที่อร่อยลงตัวของพุดดิ้งนี้ ก็อยู่ที่ไอน้ำของพุร้อนที่ใช้นึ่งพุดดิ้งค่ะ เป็นไอน้ำที่มีอุณหภูมิสูงสามารถนึ่งพุดดิ้งให้สุกได้เลย เนื่องจากการนึ่งด้วยไอน้ำธรรมชาติจึงไม่สามารถผลิตพุดดิ้งนี้ได้ในปริมาณมาก เลยทำให้พุดดิ้งที่จำหน่ายภายในร้านมีจำนวนจำกัด ราคาถ้วยละ 260 เยน ดังนั้นถ้ามาเยือนแล้วเจอว่ายังมีพุดดิ้งวางจำหน่ายอยู่แนะนำว่าต้องลองเลยค่ะ

13. ห้ามพลาดไก่โทริเต็น เมนูเด็ดของโออิตะ

นอกจากนี้ก็ยังมีเมนู “ไก่โทริเต็น” (Toriten) หรือไก่ทอดเทมปุระ ราคา  500 เยนที่อร่อยไม่แพ้ใครเช่นกันที่ถือว่าเป็นเมนูท้องถิ่นที่ห้ามพลาดอีกเมนูหนึ่งค่ะ  ที่ Okamotoya นั้นเรายังแวะมาฝากท้องรับประทานอาหารกลางวันแบบง่าย ๆ กันได้ด้วยนะ ก็มีเมนูอุด้ง ข้าวหน้าแกงกะหรี่ หรือไก่โทริเต็นแบบเดี่ยว ๆ ให้เราเลือกชิมได้ตามสบายก่อนไปตะลุยเที่ยวกันต่อค่ะ

การเดินทาง : นั่งรถบัสจากสถานี Beppu (ประมาณ 15 นาที) สามารถใช้ SanQ pass ได้

เว็บไซต์ :http://www.jigoku-prin.com/en/index.html

พิกัดจาก Google map : https://goo.gl/maps/1FzigTeAFjJUvH677

 

ทัวร์บ่อนรกที่ Beppu Jigoku Mekuri ที่ Kamado Jigoku และ Umi Jigoku

เบปปุ (Beppu : 別府) เป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดโออิตะที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคคิวชู เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำพุร้อน และ ออนเซน อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนอกจากยุฟุอินแล้วก็ยังมีเมืองเบปปุนี่ล่ะค่ะ ที่เราไม่ควรพลาดโดยเฉพาะการไปชมบ่อนรกทั้ง 8 Beppu Jigoku Mekuri (別府地獄めぐり) ที่มีความว้าว ก็คือน้ำในบ่อจะมีความแตกต่างกันทั้งอุณหภูมิ และสีของน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้า สีแดง สีขาว หรือโคลน ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่หาชมได้ยากค่ะ และการเรียกชื่อของทัวร์ว่า “Hell Tour” หรือทัวร์นรกก็ช่วยสร้างสีสันให้กับผู้ที่มาเยือนอีกด้วยค่ะ แต่การจะไปชมบ่อนรกให้ครบทั้ง 8  บ่ออาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ดังนั้นขอแนะนำบ่อที่ควรแวะสำหรับคนเวลาน้อยนิดให้ไปชมกันค่ะ

ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกันก่อนค่ะว่าทำไมถึงตั้งชื่อเรียกว่า “นรก” หรือในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า จิโกะกุ (Jigoku,地獄) นั้นก็มีที่มาเนื่องจากในสมัยก่อนที่ดินละแวกนี้ไม่สามารถทำการเพาะปลูกอะไรได้เลย ความร้อน, ความเป็นกรด ด่างที่อยู่ใต้ดิน และสภาพของดินจึงไม่สามารถทำให้ปลูกอะไรได้ ปลูกพืชชนิดใดก็ตายหมด ทำให้คนที่ตั้งรกรากที่นี่ เรียกว่าบริเวณนี้ว่า บ่อนรกนั่นเองค่ะ

 

14.ตามรอยดาบพิฆาตอสูร ชมบ่อนรก Kamedo Jigoku

ทัวร์บ่อนรกสำหรับคนเวลาน้อยขอแนะนำให้ไปเยือนที่ Kamedo Jigoku ที่นี่จะมีบ่อน้ำพุร้อน หลายบ่อและมีกิมมิคต่าง ๆ ให้เราได้สนุกในการเดินชมโดยรอบ และการทัวร์บ่อนรกจะสนุกขึ้นถ้าเราอินกับอนิเมะไปด้วย โดยเฉพาะช่วงนี้กระแสอนิเมะเรื่อง ดาบพิฆาตอสูร 鬼減の刃 (Kimetsu no yaiba) กำลังมาแรง เลยทำให้แฟนคลับต่างก็มาตามรอยกัน เพราะผู้แต่งก็เป็นชาวคิวชู และมีความโยงใยกันว่าสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในเรื่องนั้นก็มีแรงบันดาลใจจากสถานที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคคิวชูด้วย

Kamado Jigoku เป็นบ่อน้ำพุร้อน 1 ใน 8 บ่อที่ควรค่าแก่การแวะ น้ำพุร้อนมีอุณหภูมิไล่เรียงกันไปตั้งแต่ 85องศา, 98 องศา และไปจนถึง 100 องศา ซึ่งด้านในก็มีบ่อเล็กบ่อน้อยแยกย่อยไปอีก 6 บ่อ

เร่ิมจากบ่อแรก น้ำพุร้อนบ่อโคลน ที่มีอุณหภูมิ 90 องศา เพิ่งเคยเห็นบ่อโคลนร้อนว่าเป็นแบบนี้นี่เอง

สำหรับบ่อที่ฮอตฮิตเป็นไฮไลท์ก็คือ บ่อที่ 2  น้ำร้อน 98 องศา ที่บริเวณด้านบนบ่อมีรูปปั้นยักษ์เหยียบปีศาจอยู่ด้านบน ที่ชาวเน็ตญี่ปุ่น ก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า “คามาโดะ ทันจิโร่” ตัวเอกของเรื่องนั้นได้อิทธิพลมาจากรูปปั้นยักษ์ยืนเหยียบปีศาจ ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำบ่อนรกแห่งนี้ และด้านหลังของรูปปั้นนั้นยังมีดอกวิสทีเรีย หรือดอก “ฟูจิ” ที่เหล่าปีศาจในเรื่องเกรงกลัวเป็นอย่างมาก เท่านั้นยังไม่พอยังมีมังกรที่พันรอบรูปปั้นซึ่งดูยังไงก็คือ ปราณวารี ที่เป็นพลังหลักของทันจิโร่ ตัวเอกในเรื่อง ซึ่งก็ถือว่าเป็นกระแสที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังต้องมาตามรอยที่นี่กันค่ะ

บ่อที่ 3 น้ำเป็นสีฟ้า มีควันลอยอยู่ด้านบน น้ำในบ่อนี้ 85 องศา

 

บ่อที่ 4 เป็นบ่อบำบัดที่ให้เราอ้าปากรับไอน้ำ เพื่อคอจะได้ชุ่มชื่น เค้าว่างั้นนะคะ

บ่อที่ 5 บ่อนี้น้ำในบ่อจะเปลี่ยนจากสีฟ้า เป็นสีเขียว ในปีหนึ่งจะเปลี่ยน 2 ครั้ง ว้าวมากค่ะ แถมยังสามารถนำไข่ลงไปต้มได้ด้วย

บ่อที่ 6 บ่อนี้มีสีแดง คล้ายเลือด ไฮไลท์คือการนำธูปที่จุดไฟ แล้วเป่าควันลงไปที่บ่อ ก็จะก่อให้เกิดควันขาวฟุ้งมากกว่าเดิม

บ่อสีเลือด

นอกจากนี้ก็มีบ่อน้ำพุร้อน บ่อเล็ก บ่อน้อยให้เราเดินเล่นเพลิน ๆ กัน และกิมมิคที่ว้าว แค่เป่าธูปลงไปในบ่อก็ทำให้เกิดควันขนาดมหึมาลอยขึ้นมาได้ เป็นปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้น ก็สนุกและเพลินด้วยค่ะ

กิมมิคเป่าควันธูป เรียกควันมหึมา

อย่าลืมแวะชิมไข่ต้มบ่อน้ำพุร้อน ที่ว่ากันว่าอร่อยเด็ด เนื้อไข่ขาวนุ่มเด้ง ที่นี่เค้ามีโซนแช่เท้าในน้ำพุร้อนด้วยที่สำคัญคือฟรีค่ะ!  และยังมีโซนจำหน่ายของฝากของที่ระลึกกันอีกค่ะ ซึ่งไอเทมที่วางจำหน่ายบอกเลยว่าแฟนคลับดาบพิฆาตอสูรต้องห้ามพลาดเด้อ

แฟนดาบพิฆาตอสูร ห้ามพลาดจ้า
ไข่ที่ต้มในบ่อน้ำพุร้อน ว่ากันว่าอุดมด้วยแร่ธาตุ ทานคู่กับโชยุยูสุ อร่อยเด็ดเลย

เวลาทำการ : 8.00 น. – 17.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ และนักเรียนมัธยม 400 เยน, เด็กประถาม 200 เยน

เว็บไซต์ : https://kamadojigoku.com/

การเดินทาง:  สามารถนั่งรถบัสจากสถานี Beppu ทางออก west โดยขึ้นรถบัสที่มุ่งหน้าไปยัง Kannawa และลงที่ป้าย Kannawa เดินต่อ 8 นาทีก็จะถึง

พิกัดจาก Google maphttps://goo.gl/maps/s4dpTnKMT1Zf1F738

15.Umi Jigoku บ่อนรกสีน้ำทะเล

หนึ่งในบ่อนรก ทั้ง 8 ที่ต้องมาเยือนนั่นก็คือ Umi Jigoku (海地獄) หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า “บ่อนรกสีน้ำทะเล” ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามสีของน้ำ ที่มีสีเขียวอมฟ้าคล้ายกับน้ำทะเลที่ปรากฏให้เห็น บ่อน้ำพุร้อนที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟสึรุมิ ที่ลึกลงไปจากพื้นดิน 200 เมตร ด้วยอุณหภูมิ 98 องศา ที่มีควันลอยอยู่เหนือผิวน้ำ สาเหตุที่น้ำมีสีฟ้าเหมือนน้ำทะเลเพราะมี ธาตุเหล็กซัลเฟต ผสมอยู่ในน้ำเป็นจำนวนมากเลยทำให้น้ำในบ่อน้ำพุร้อนมีสีฟ้าอย่างที่เราเห็นกันนี่ล่ะค่ะ

ที่นี่มีจุดชมวิวสวย ๆ และมุมถ่ายภาพที่มีความเป็นญี่ปุ่นกับเสาโทริอิสีแดงของศาลเจ้า Beppu hakuryu inakajinsha (別府白龍稻荷神宮) ศาลเจ้าที่เด่นในเรื่องขอพรให้ครอบครัวปลอดภัย, การเดินทางปลอดภัย และธุรกิจการค้าสำเร็จ ซึ่งจะมีเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งเรียงรายอยู่หน้าบ่อด้วยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีไข่ต้ม ที่คนท้องถิ่นบอกว่าถ้ามาเยือนที่นี่แล้วต้องมาลองชิมกัน 5 ลูก 300 เยน ใครได้ลองแล้วแวะมาเล่าให้ฟังด้วยนะคะว่ารสชาติเป็นอย่างไรกันบ้าง ที่แน่ ๆ เนื้อไข่ขาวคือเด้งนุ่มมากจริง ๆ ค่ะ

ที่นี่ก็มีบ่อน้ำพุร้อน สีเลือดด้วยนะคะ 

เวลาทำการ : 8.00 น. – 17.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 400 เยน, นักเรียนมัธยมปลาย 300 เยน, นักเรียนมัธยมต้น 250เยน , เด็กประถาม 200 เยน

เว็บไซต์http://www.umijigoku.co.jp/

พิกัดจาก Google maphttps://goo.gl/maps/TEVHqvmTku7LfMfo6

 

 

ติดตามพวกเราได้ที่

Facebook  Youtube  Instagram  Twitter

 

Share this to
Share on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.